รมว.ศธ. มอบนโยบาย กกอ. ชุดใหม่ เน้นเป็นทีมผู้นำกล้าทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง

รมว.ศธ. มอบนโยบาย กกอ. ชุดใหม่ เน้นเป็นทีมผู้นำกล้าทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์โศภณ  นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาชุดใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 2/2562 ซึ่งเป็นการประชุมวาระแรกที่มีศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า เป็นประธานกรรมการ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่ง และนางอรสา ภาววิมล รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน สำนักงานคณะกรรมกรการอุดมศึกษา

นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวมอบนโยบายโดยฝากให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาชุดใหม่ทำหน้าที่เป็นผู้นำ กล้าทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลง สามารถให้ความคิดเห็นเชิงวิชาการต่อผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงในอนาคตซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ขอให้ลดการควบคุมหรือออกกฎระเบียบจากส่วนกลาง แต่ให้เน้นนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ โดยให้อิสระแก่มหาวิทยาลัยมากขึ้นหรือการกำหนดมาตรฐานที่หลากหลายสอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น เรื่องมาตรฐานและคุณภาพหลักสูตร เรื่องการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่องระบบการศึกษาทางไกล เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การกำหนดกลยุทธ์ควรมีทั้งการสนับสนุนกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีศักยภาพเป็นเลิศ และกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ต้องการการพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นเลิศอย่างเท่าเทียมกัน ให้มีการกำหนดเป้าหมายและขับเคลื่อนนโยบายในการผลิตกำลังคนตามความต้องการในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะ STEM related subjects ซึ่งต้องปรับสัดส่วนการผลิตสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นจากหนึ่งในสาม เป็นสองในสาม นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมระบบการบริหารจัดการในสถาบันอุดมศึกษาให้มีธรรมาภิบาล (governance) ทั้งในระดับสภามหาวิทยาลัย และผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัย

ด้านศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดม  คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  อุดมศึกษาควรเป็นหัวขบวนในการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ สร้างกำลังคนที่มีคุณภาพตอบโจทย์อนาคต สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความรู้และสมรรถนะแบบใหม่ สร้างคนไทย 4.0 เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขัน ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งผลิตงานวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่และสร้างนวัตกรรม ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ยกระดับจีดีพีของประเทศให้หลุดพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง

“กกอ. ควรเน้นการทำงานแบบเชิงรุก กล้าคิดนอกกรอบ เป็นผู้นำทางให้มหาวิทยาลัย สามารถรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี จำนวนที่ลดลงของผู้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา และความต้องการพัฒนาศักยภาพของกำลังคนวัยทำงาน ซึ่งมีจำนวน 35-40 ล้านคน ในสถานประกอบการต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ เช่น การจัดหลักสูตรประกาศนียบัตร (non degree) หลักสูตรฝึกอบรม หรือหลักสูตรออนไลน์ ที่คำนึงถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือ คนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุ รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมการปรับกฎระเบียบให้สอดรับกับแนวโน้มการจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ อาทิ การเรียนแบบ module, online education การส่งเสริมให้มีการบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์ การลดอุปสรรคในการทำงานระหว่างภาควิชา/คณะ การปรับระยะเวลาของหลักสูตรปริญญาตรี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถเข้าถึงความรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต และการเรียนรู้ผ่านช่องทาง (platform) ต่างๆ เพิ่มขึ้น เป็นต้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ว่า ควรปรับแนวทางการนับภาระงานของอาจารย์ผู้สอน จำนวนอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรในสาขาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาที่เปิดสอน พร้อมทั้งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างความร่วมมือให้สถานประกอบการเข้ามาช่วยสอนและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้ตรงความต้องการของสถานประกอบการและมีงานทำ

ด้านศาสตราจารย์ประสาท สืบค้า ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวในตอนท้ายว่า จะกำหนดเป็นแนวทางในการดำเนินงานของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่สนับสนุนนโยบายดังกล่าวว่า “กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยน คือ champion ของ กกอ. ชุดนี้” พร้อมทั้งจะดำเนินการตามหลักการของความมีอิสระ (autonomy) ความรับผิดชอบ (accountability) ความโปร่งใส (transparency) และธรรมาภิบาล (good governance) ต่อไป